Showing posts with label movie. Show all posts
Showing posts with label movie. Show all posts

Sunday, August 9, 2009

once : ครั้งหนึ่งนั้นที่เรารักกัน


(มีการเปิดเผยเนื้อเรื่องเล็กน้อย)

ได้รับคำกล่าวขานกันมาจากหลายคน ถึงความไพเราะของ soundtrack จากเรื่องนี้ ซึ่งฟังแล้วก็ไม่ผิดหวัง แล้วก็ตัวเนื้อเพลงก็สามารถบอกเล่าเรื่องราว ความรู้สึกนึกคิดของตัวละครได้อย่างดีทีเดียวเชียว

Once เป็นเรื่องของคนสองคนที่บังเอิญได้มาพบกัน โดยมีดนตรีช่วยเชื่อมความสัมพันธ์เล็กๆของพวกเขา พวกเขาไม่มีชื่อเรียก แต่ขอเรียกว่า เขาและเธอ เราอาจไม่รู้จักเขามากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันของเขาและเธอ คือ ความรัก ที่ยังอยู่ในใจของเหล่าคนห่างไกลที่พวกเขารัก ซึ่งความรักที่ยังค้างใจ ก็เป็นเหมือนแรงผลัก และเป็นที่มาของเพลงเพราะๆ ซึ่งจะว่าไป แต่ละเพลงมีความหมายมาก แทนที่จะเราจะได้ทราบพื้นเพของตัวละครจากการเล่าเรื่องแบบหนังเรื่องอื่นๆ มันกลับมาผ่านเพลง ที่ไม่ได้เล่าเรื่อง แต่เล่าความรู้สึกของเขาและเธอ เป็นเหตุการณ์ที่อาจเกิดกับใครก็ได้บนโลกนี้

เขามีคนที่รักมาก ผู้ซึ่งเป็นต้นตอของเพลงทั้งหลายที่เขาแต่งขึ้นมา และอาจจะไม่ต้องพูดสักคำเลยว่า รักมากขนาดไหน

เธอ มีภาระครอบครัว และลูกสาวเล็กๆที่ต้องดูแล และสามีที่อยู่ห่าง

ความใกล้ชิดของทั้งสองคนเป็นเพียงแค่การเล่นดนตรี แต่เราจะมองเห็นและได้ยินบางอย่างในนั้น ตอนที่เขาเล่นกีต้าร์และเธอบรรเลงเพลงด้วยเปียโน แค่เรามองปราดเดียวก็รู้ได้เลยว่า เขาและเธอ “รู้สึกดีๆ” ต่อกัน (รวมถึงเป็นแรงผลักดันให้เขา กล้าที่จะไปหาคนรักเก่าด้วย) แบบมองตาก็รู้ใจ แต่พูดไม่ได้ ด้วยหลายสิ่ง ชีวิตรวมๆภาระหน้าที่ เป็นความรักแบบคนที่โตๆกันแล้ว ที่ไม่ได้มีแรงขับด้วย sex หรือความใคร่ แต่เป็นความรู้สึกแบบละมุนละไม มีดนตรีคลอ แบบที่ทำให้เรานิ่งฟัง เป็นความรักที่ท่วมท้นแต่ไม่ถาโถมรุนแรง

เธออาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขา ไปหาคนรักเก่าที่ลอนดอน (อย่างน้อยฉันคิดอย่างนั้น) มันเหมือนเมื่อหัวใจเราถูกเติมเต็มด้วยอะไรบางอย่าง หลังจากที่หัวใจเราอยู่นิ่งมานาน เมื่อหัวใจอบอุ่น มันจะทำให้เรานึกถึงบางสิ่งที่มากกว่านั้น คนที่เขาอยากกลับไปหา ความรักของเขาที่ให้เธอก็อาจเป็นเพียงหวังให้กันและกันมีความสุข

คนรักเก่าของเขาอาจรอคอยเขาอยู่ที่ลอนดอนก็เป็นได้ เพียงแต่เขาไม่กล้าที่จะไปหาเธอก็เท่านั้นเอง ซึ่งดูให้ดีเป็นโครงสร้างเดียวกันกับความรักของเธอ ผู้ที่สามีอยู่อีกที่หนึ่ง หลังจากที่เขาตัดสินใจได้แล้วว่าจะไปลอนดอน ไปหาความรักและเสี่ยงโชคทางดนตรี สามีของเธอก็กำลังกลับมาเช่นกัน ชีวิตของทั้งคู่ต่างเหมือนกัน แต่ต่างกรรมต่างวาระ


เป็นหนึ่งเรื่องเล็กๆ ของคนเล็กๆสองคน ไม่เวอร์ ไม่หวือหวา ถ่ายแบบไม่ปรุงแต่งมากนัก (Handheldก็หลายฉาก) เป็นเรื่องที่ดูจริง จนทำให้คิดว่า วันหนึ่งเราอาจเคยเดินสวนกับ เขา หรือ เธอมาแล้วก็ได้ เหมือนว่าเรานั่งดูเรื่องราวของบางคนอยู่ ไม่ใช่หนังดูหนัง ส่วนตัวติดนิดหนึ่ง ตรงที่เป็นเพลง เป็นส่วนน้ำหนักสำคัญค่อนข้างเยอะ (ไม่ได้คิดไว้ก่อนว่าจะเยอะขนาดนี้) แต่บังเอิญเพลงเพราะถูกใจ เลยพอรับได้ (ฮา) แต่จะว่าไปก็เหมือนหนังเพลงที่ไม่หวือหวาเรื่องหนึ่ง เพราะมันเล่าเรื่องด้วยเพลง เพียงแต่ตัวละครไม่ได้มาร้องเล่นเต้นแร้งเต้นกา แบบหนังเพลงเท่านั้นเอง แต่ว่าเพลงเพราะจริงๆนะ อีกอย่างหนึ่ง เรื่องนี้ดูแล้วนึกถึง Before Sunrise ยังไงก็ไม่รู้ด้วยบรรยากาศ แสง เนื้อหาและความรู้สึกหล่ะมั้ง

สำหรับเรื่อง once

เป็นอีกครั้ง ที่ความรักไม่ได้หมายความให้คนสองคนต้องอยู่ด้วยกัน เพียงได้แต่เก็บเอาความรู้สึกไว้ ความรักไม่ได้หวานตรึงใจ แต่มีค่าควรที่นึกถึง

ว่า ครั้งหนึ่งนั้นที่เรารักกัน…



Filmsyndrome ทิ้งท้าย : ตัวหนังเรียบง่าย เพลงเพราะ ไม่ได้ชอบมาก แต่ดูแล้วอิ่มใจระดับหนึ่ง

ฝากเพลงเพราะจากเรื่องไว้
http://www.ijigg.com/jiggPlayer.swf?Autoplay=0&songID=V2B7C440PA0

Saturday, January 31, 2009

Teeth : เรื่องลับของ....มีฟัน


(มีการเปิดเผยเนื้อเรื่อง+เนื้อหาไม่เหมาะกับเด็กต่ำกว่า 10 ขวบ)


ตอนแรกที่มีคนพูดถึงหนังเรื่องนี้ เกี่ยวกับเรื่องอวัยวะเพศหญิงมีฟัน คิดไปถึงหนังวัยรุ่นเลือดสาดแบบฮอลลีวู้ดไล่ฆ่ากันสนั่น เป็นหนังคัลต์แบบมันส์ นางเอกเจ้าของฟันในที่ลับออกล่าผู้ชาย แต่พอดูแล้ว มีประเด็นกว่าที่คิด (นิดหนึ่ง)

นางเอกของเราเป็นสมาชิกชมรมรณรงค์การรักษาพรหมจรรย์ (ไม่มีเซ็กซ์ก่อนแต่งงาน) ซึ่งต้องยอมรับว่ามันเป็นพฤติกรรมที่ดูเหมือนฝืนความต้องการของร่างกายที่ธรรมชาติสร้างมา จนวันหนึ่งที่เธอพบรัก อะไรมันจะฉุดอยู่ แต่การที่เธอถูกบังคับขืนใจ ไอนั่นของฝ่ายชายจึงถูกกัดซะขาด นางเอกไม่รู้เลยว่าเธอมีอะไรอยู่ในตัว

ตลอดเรื่องเราได้พบแล้วว่า เจ้าฟันนี้จะออกมาเมื่อเวลาเธอมีเซ็กซ์แบบไม่เต็มใจ เมื่อเธอรู้สึกว่ามีอันตรายคุกคาม หรือแม้แต่หลังๆเธอก็เริ่มมีการควบคุมฟันนั่นได้แล้ว มีการเอาเรื่องนิยายปรัมปรา เกี่ยวกับหญิงที่มีฟันในส่วนนั้นซึ่งต้องหาผู้ชายที่จะมาพิชิต อีกด้านหนึ่งในหนังตลอดทั้งเรื่องแทบจะมีฉากหลังของบ้านนางเอกเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ที่อาจทำให้เราอนุมาน(ไปเอง)ได้ว่า เจ้าฟันนี้เกิดจากการได้รับการปนเปื้อน ทำให้เกิดรูปแบบที่ผิดปกติทางพันธุกรรม ทำให้ดูมีที่มาที่ไป

ฟันที่อวัยวะเพศเปรียบเสมือนความกลัวของเพศหญิง ผู้ปกป้องพรหมจรรย์ ป้องกันการรุกล้ำจากบุรุษเพศ หรือมองอีกด้านคือความกลัวของบุรุษเพศต่อเพศหญิง(เพศแม่) สำหรับนางเอกถ้าไม่มีฟันนั้น เธอคงถูกข่มขืน หรือแม้แต่ถูกรุกราน หนังแสดงให้เห็นความหื่นของเพศชาย ที่จ้องจะทำร้ายนางเอก หลอกฟันบ้าง พยายามรุกล้ำบ้าง เจ้าฟันจึงไม่ตัวร้ายเกินไปนัก เมื่อเพศชายแทบจะทั้งเรื่อง ไม่ได้มีความเป็นสุภาพบุรุษ สมควรได้รับการลงโทษอย่างหนักด้วยการโดนตัดเครื่องเพศชาย (ลึงค์)

ในเรื่องจะพบว่ามีอีกตัวละครหนึ่งคือพี่ชายคนละพ่อกับนางเอก ซึ่งเป็นคนค้นพบความลับเรื่องอวัยวะเพศมีฟันของนางเอก ตั้งแต่ตอนเด็ก ซึ่งแน่นอนว่าจำไม่ได้ ว่านิ้วตัวเองเกิดบาดแผลอย่างนั้นได้อย่างไร (คาดว่าน่าจะพยายามเอาไปแหย่นางเอกจึงโดนงับเอา) แต่เรื่องนี้มีผลให้ตัวพี่ชายนี้ไม่นิยมการมีเซ็กซ์แบบปกติ คือนิยมทวารหนักนั้นเอง ซึ่งอาจเกิดจากการฝังใจ และขลาดกลัวอวัยวะเพศหญิงแบบฝังในจิตใต้สำนึก และกลายเป็นคนต่อต้านสังคม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้มีที่มาที่ไปเพียงพอ ที่ทำให้ท้ายเรื่อง นางเอกต้องมาแก้แค้นด้วยการตัดไอนั่นของพี่ชายด้วยฟันซะ ซึ่งเหตุผลที่พอฟังขึ้นเพราะพี่ชายมัวแต่เอาผู้หญิงจนไม่ได้ยินเสียงร้องเรียกของแม่ที่ใกล้ตาย พี่ชายที่ทำร้ายพ่อเธอ แต่ก็นั่นแหละ หนังมีฉาก Incest (เซ็กซ์ในสายเลือด) ซึ่งก็ไม่ค่อยเข้าใจสาเหตุเท่าใดนัก อะไร อย่างไร ทำไม แต่คาดว่า นี้คือตัวละครเพศชายที่สมควรจัดการมากที่สุด ผู้ซึ่งทำร้ายเพศหญิงและเป็นขั้วตรงข้ามกับนางเอก

อย่างไรก็ตามพล็อตเรื่องมีความแหวกแนวอย่างที่ไม่คิดมาก่อน (ฟันที่ตรงนั้นเนี่ยนะ) แต่หลายๆฉากค่อนข้างจะน่ากลัวอยู่สักหน่อย แค่เห็นฉากสิ่งนั้นขาดก็สยองแล้ว (ขนาดเป็นผู้หญิงนะนี่) แต่ให้มองดีๆประเด็นหลักอาจไม่ใช่ฟัน แต่เป็นเรื่องเพศที่ผู้หญิงมักถูกคุกคามทางเพศ ตกเป็นวัตถุทางเพศ โดยไร้ทางสู้ การที่มีฟันเข้ามาอาจทำให้ดูเหมือนว่า ผู้หญิง(นางเอก)มีสิ่งที่จะต่อกรกับผู้ชายชั่วๆ แต่ถึงกระนั้น ก็ยังต้องใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ ถึงจะจัดการได้


เป็นผู้หญิงมันก็อย่างนี้แหละหนา

Wednesday, November 26, 2008

ฉันคือ Filmsyndrome



ภาพยนตร์เป็นหนึ่งในสื่อที่ถ้านับจากตั้งแต่เกิดจนโต ฉันเสพมันมากที่สุด อาจด้วยการปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ถ้าใครมีพ่อชอบดูหนังก็คงรู้ หนังช่วงแรกๆที่ฉันได้ดูก็คงเป็นหนังนักบู้ กับหนังผี แน่นอนว่าหนังเรื่องแรกที่ชอบ ก็คงเป็น คนเหล็ก 2029 (ชื่อไทยที่เรียกกันตอนนั้น หรือ Terminator 2) ตอนนั้นดูหนังด้วยความสนุกสนาน แต่พ่อฉันก็แปลกหรือไม่แปลกอีกอย่าง ชอบดูหนังที่เขาว่าได้ ออสการ์กัน ถึงแม้มันจะไม่ดีเสียหมด แต่ทำให้ฉันเห็นว่าการดูหนังมันก็มีแง่มุมของมัน จนถึงโตมา ตะบี้ตะบันดูหนังหลายแบบหลายสไตล์ ชอบบ้างเบื่อบ้าง แต่ก็ดูได้หมด จนถึงการเข้าห้องเรียนหนัง ที่บางทีก็รู้เยอะ ดูไปก็คิดเยอะเกินไป คิดถึงทั้งการผลิต ทฤษฎีนู่นนี่ คิดมากไปบางทีก็ดูไม่สนุก

ความเชื่ออย่างหนึ่งของฉันคือ การที่เราเลือกชมภาพยนตร์ได้ทุกแบบทุกแนว คงไม่ต้องถึงกับชอบหมด แต่ก็คือการเปิดโลกอย่างใดอย่างหนึ่ง เราอาจจะได้เจอสิ่งแปลกใหม่ในนั้น นั่นก็เป็นความคิดหนึ่ง สุดท้ายแล้ว การที่ออกตัวว่า รักหนัง หรือชอบดูหนัง มันก็แค่ความชอบของฉัน ที่อยากเผยแพร่ให้คนอื่นเท่านั้นเอง



หลายคนที่เคยอ่านบล็อกของ exteen อาจคุ้นกับชื่อนี้ทำให้นึกถึงคุณ soundsyndrome จริงๆแล้ว ที่มาก็แค่อยากมีบล็อกที่เขียนเรื่องหนังสักบล็อกหนึ่งนอกจากบล็อกของตัวเองที่เขียนเรื่องปนๆกัน คุณ soundsyndrome ก็เป็นคนใกล้ชิด ส่วนหนึ่งด้วยความชื่นชม ความชัดเจนของเขา ฉันเองก็อยากชัดเจนเหมือนอย่างเขาเหมือนกัน

บทความที่จะนำมาลงที่นี่ก็จะรวบรวมจากงานเขียนที่เคยเขียนมา และที่จะเขียนต่อไป อาจไม่ถึงกับวิจารณ์อะไร แต่แค่อยากเล่าเรื่องหนังที่ได้ดูๆมาให้กับคนอื่นได้ฟัง ความจริงแล้วอาจเป็นเท่านั้นจริงๆ คนเขียนเรื่องหนังมีเยอะแยะมากมาย ตัวฉันเองไม่อาจเทียบได้กับพวกเขา แต่อยากบอกเล่าเรื่องราวในแง่มุมของตัวเองเท่านั้นเอง

จากนี้ขอบคุณทุกคนที่อาจจะแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนกัน

แถมท้ายอีกอย่าง รูปบนหัวบล็อกถ่ายจาก หอหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เห็นว่ามันเป็นเสี้ยวกระจก ถ่ายแล้วดูแปลกดี ใครว่างลองไปดูไม่ไกลแค่แยกปทุมวันเท่านั้นเอง


ฉันเอง

Filmsyndrome

ที่นี่และ http://uwaki.exteen.com/